Tuesday, July 29, 2014

ล่องมหาสมุทรแปซิฟิกกับทิกิค็อกเทล



       กลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้อง (ความจริงไม่ได้มีใครที่ไหนเรียกร้อง ยกเว้นหัวใจขักเขียนมือใหม่อย่างผมที่เรียกร้องตลอกเวลาที่ไม่ได้เขียน) ตอนนี้ที่ Seattle เป็นช่วงหน้าร้อน เป็นโอกาศเหมาะที่จะออกไปชื่นชมลมแดด นั่งจิบค็อกเทล, เบียร์, ไวน์(โดยเฉพาะไวน์ Rose หรือแชมเปญ) ข้างขอก แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดก็คงจะเป็นทิกิค็อกเทลที่ริมชายหาด

      ค๊อกเทลที่ผมจะเขียนคราวนี้คงจะไม่พ้นค็อกเทลสไตล์ ทิกิ(Tiki Cocktail) คนส่วนใหญ่อาจจะสงสัยว่า ทิกิคืออะไร? ค็อกเทลแนวทิกิ คอนเส็ปสั้นๆคือตีมโพลีนีเชี่ยน (ฮาวาย, ตาฮีตี, มาวรี, และหมู่เกาะต่างๆระแวกนั้น) เครื่องดื่มสไตล์ทิกิที่มีชื่อเสียงคือ ไหมไทย(Mai Tai), พีน่าโคลาด้า(Pina Colada), สิงคโปร์สลิง(Singapore Sling), เฮอร์ริเคน(Hurricane) ใช้วัตถุดิบเป็นผลไม้ที่อยู่ในเขตร้อน เช่น เสาวรส, มะพร้าว, สับปะรด, ฯลฯ ใส่ในแก้วเซรามิครูปร่างและสีสันต่างๆกันไป ส่วนมากจะเป็นรูปเทพเจ้าต่างของชนเผ่าพื้นบ้านฮาวาย บ้างก็เป็นลูกมะพร้าว, สับปะรด, กระบอกไม้ไผ่ ขนาดก็มีหลากหลาย เหมาะสำหรับดื่มคนเดียว และดื่มเป็นกลุ่ม


ได้อารมณ์ฮาวายสุดๆ
แฟรงเก้นสไตน์นี่ไม่น่าจะใช่เทพเจ้าทิกิ
HALIKAI HOT TUB จาก Pegu Blog      
Mai Kai Mystery Bowl 

       นอกจากแก้วที่แสนจะแฟนซีอันยากเกินจะห้ามใจไหว (เชื่อผม ผมเห็นลูกค้าหลายสิบรายพยายามโขมยแก้วทิกิกลับบ้าน)และส่วนผสมของผลไม้เมืองร้อนแล้ว มีอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เป็นหัวใจของค๊อกเทลสไตล์ทิกิ สิ่งนี้คือรัม(Rum) ทิกิกับรัมเป็นของคู่กันเพราะรัมส่วนมากมาจากหมู่เกาะแคริบเบียนและอเมริกาใต้ เข้ากับสไตล์ฮาวาย/โพลีนีเชี่ยน สูตรกว่า 85% ของค็อกเทลทิกิบังคับใช้รัมเป็นส่วนผสมหลัก บ้างก็ใช้สุราชนิดอื่น เช่น สิงคโปร์สลิง(Singapore Sling) ที่ใช้จินเป็นหลัก, ชิชิ(Chi Chi) ว๊อดก้าเวอร์ชั่นของพีน่าโคลาด้า


เมนูของร้าน Hawaiian Village, Tampa ในปี 1966


       อ่าว......แล้วอย่างนี้รสชาติมันไม่จำกัดหรอ ในเมื่อใช้แค่รัมเป็นส่วนผสมหลักอย่างเดียว? ไม่เลยครับ  รัมมีมากกว่าหนึ่งชนิด รัมแต่ละชนิด มีรสชาติที่ต่างกัน สเน่ห์ของทิกิคือการผสมรัมชนิดต่างๆ เพื่อที่จะให้เกิดรสชาติที่ซับซ้อนมากขึ้น
       เหตุผลที่ทำให้รัมเป็นสุราที่ผมชอบใช้มากที่สุดคือ รัมของแต่ละประเทศในหมู่เกาะต่างๆในแคริเบียนมีคาแรคเตอร์ที่ค่อนข้างแตกต่าง รัมสามารถแบ่งได้เป็น 7 ประเภท

1. รัมขาว (White Rum) : บ้างก็เรียกว่ารัมซิลเวอร์(Silver Rum) หรือว่าไลท์รัม(Light Rum) มีรสชาติที่ค่อนข้างเบา ผสมง่าย เหมาะสำหรับเวลาที่อยากจะให้รสชาติของส่วนผสมอื่นเปล่งออกมา ยกตัวอย่างเช่นโมฮิโต้ที่เน้นรสชาติของสะระแหน่ หวานปนเรี้ยวของน้ำมะนาวกับน้ำเชื่อม ประเทศที่มีชื่อเสียงในการทำรัมชนิดนี้คือ ประเทศเปอร์โตริโก (Barcadi, DonQ) ประเทศคิวบา (Havana Club) ประเทศนิคารากัว (Flor de Caña) สังเกตุได้ว่าประเทศเหล่านี้เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศสเปน






2. รัมสีทอง (Gold Rum) : สีทองได้มาจากการหมักในถังโอ๊ค มีรสชาติและความกลมกล่อมมากกว่ารัมขาว บางยี่ห้ออาจจะมีกลิ่น หรือรสชาติของคาราเมล, อัลมอนด์, วานิลา จางๆ อยู่ที่ชนิดของถังโอ๊คที่ใช้หมัก รัมเดอร์เมอราร่า(Demerara Rum) จากประเทศกียาน่าเป็นรัมที่มีรสชาติค่อนข้างซับซ้อน มีกลิ่นสโมกกี้เล็กน้อย ยี่ห้อดังของรัมเดอร์เมอราร่าคือ  Lemon Hart รัมของบาร์เบดอส(Barbados Rum) ถือว่าเป็นรัมที่มีกลิ่นหอม และมีความนุ่มมากที่สุดในหมู่เกาะแคริเบียน มีความหวานเล็กน้อย ยี่ห้อที่คนรู้จักเยอะคือ Plantation, El Dorado, Mount Gay ประเทศเหล่านี้เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ



3. รัมดำ (Dark Rum) : รัมชนิดนี้มีรสชาติของกากน้ำตาล(Molasses) ค่อนข้างสูง มีสีน้ำตาลเข้ม/ดำ บางย่ห้อใส่คาราเมลเพื่อเพิ่มรส รัมชนิดนี้นิยมในประเทศที่เคยตกอยู่ในอนานิคมของอักฤษ เช่น เบอร์มิวด้า(Goshling) เวอร์จิ้นไอแลนด์(Cruzan Black Strap) จาเมก้า(Myers's)


4. รัมอากริโคล์ [อา-กริ-โค] (Agricole Rhum) : สิ่งที่ทำให้รัมชนิดนี้ต่างจากรัมอื่นๆคือ รัมส่วนมากทำมาจากกากน้ำตาล แต่รัมอากริโคล์ทำมาจากน้ำตาลแท้ๆ เพราะฉะนั้น กลิ่นของอาร์กริโคล์จะหอมเหมือนน้ำตาลมาก รัมชนิดนี้สามารถหาได้ทั้งแบบรัมขาวและรัมทอง จะมีรสชาติของความเป็นเอิร์ทตี้(Earthy) เอิร์ทตี้คือรสชาติเมือนกลิ่นดิน เวลากินเห็ด ไวน์บางชนิดหรือ กาแฟ จะมีรสชาติเอิร์ทตี้เหมือนกัน ประเทศที่ขึ้นชื่อคือ มาร์ตินิค (Rhum J.M, Clément) โดมินิกัน ซึ่งล้วนแต่เป็นประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศฝรั่งเศษ


       


5. รัมจาเมก้า (Jamaican Rum) นอกจากที่จาเมก้าจะดังเรื่องรัมดำแล้ว รัมของจาเมก้ายังมีเอกลักษ์ส่วนตัวอีกด้วย รัมจาเมก้าขื้นชื่อเรื่องความเป็นฟั๊งกี้ มีความเป็นเอิร์ทตี้ และกราซซี่ด้วย กราซซี่หมายถึงกลิ่นที่เหมือนหญ้าเพิ่งตัดใหม่ Appleton คือรัมชื่อดังของประเทศนี้ สำหรับรัมทองของเขา เขาใช้ถังโอ๊คของ Jack Daniel (วิสกี้จากอเมริกา) มาหมักรัม รัมอีกยี่ห้อที่ผมชอบมากคือ Smith & Cross รัมยี่ห้อนี้หอมมาก มีกลิ่นการอ้อยจางๆ มีรสหวาน เอิร์ทตี้ จบด้วยเผ็ดเล็กน้อย 



6. รัมโอเวอร์พรูฟ(Overproof Rum) รัมปรกติจะมีแอลกอฮอล์ประมาณ 40%-50% overproofทั่วไปมีแอลกอฮอล์ประมาณ60% เช่น Wray and Nehpew และในพวกตระกูล 151 ที่มีแอลกอฮอล์ถึง 75.5% เช่น Lemon Hart 151, Bercadi 151,  Cruzan 151 คำว่าโอเวอร์พรูฟมาจากสมัยช่วงปีค.ศ.1700 ชาวอังกฤษใช้วิธีทดสอบความแรงของสุราคือการโรยดินปืนบนสุราแล้วจุดไฟ ถ้าไฟติดเป็นระยะเวลานานที่กำหนด จะถือว่าความแรงอยู่ที่ 100 "พรูฟ(Proof)" ซึ่งเท่ากับ 57.15% เอธิลอัลกอฮอล์ ถ้าแอลกอฮลล์น้อยเกินจนจุดไฟไม่ติดจะเรียกว่า "อันเดอร์พรูฟ(Underproof)" และถ้ามีแอลกอฮอล์มากจนไฟลุกเยอะเกินและมอดเร็วเกินจะเรียกว่า "โอเวอร์พรูฟ(Overproof)" สุราสมัยก็นี้เช่นกัน ถ้าเกิน 100 พรูฟ สามารถจุดไปติดได้ แต่สำหรับประเทศอเมริกา ประเทศที่ไม่เคยทำอะไรเหมือนชาวบ้าน แอลกอฮอล์ 1% เท่ากับ 2 พรูฟ ดังนั้นเลข 151 นี้คือพรูฟ(proof)ของแอลกออล์ซึ่งเท่ากับ 75% แอลกอฮอล์ 



7. รัมชนิดอื่นๆ 
  • สไปซ์รัม(Spiced Rum) : สไปซ์รัมไม่ค่อยนิยมในดริ๊งทิกิเท่าไร แต่ในเมื่อเราพูดถึงรัมขนาดนี้ ก็คงจะมองข้ามไม่ได้ สไปซ์รัม คือรัมสีทองที่หมักกับสมุนไพรต่างๆ เช่น ซินนามอน, วานิลา, ส้ม, ออลสไปซ์(Allspice), กานพลู(Clove), ลูกจันทน์, พริกไทยดำ คุณสามารถเอาสมุนไพรเหล่านั้นมาหมักประมาณ 2-3 วัน และแล้วคุณก็จะได้สไปซ์รัมที่ทำเอง 
รัมทอง 1 ขวด 750มล. คุณภาพค่อนค่างดี
วานิลา 1 ฝัก
เปลือกส้มความยาวประมาณ 3 นิ้ว
ซินามอน 1 แท่ง
ออลสไปซ์ 2 เม็ด
กานพลู 4 เม็ด
พริกไทยดำ 6 เม็ด
ลูกจันทน์ผง 1/2 ช้อนชา
ขิงสด 1 ชิ้น
เอาส่วนผสมทุกอย่างใส่ในขวดโหลแก้ว ใช้เวลาในการหมัก 2 วัน พยายามเก็บไว้ในที่มืด เขย่าเบาๆวันละครั้งเพื่อคุณภาพที่ดีในการหมัก ถ้าต้องการรสชาติที่เข้มข้นขึ้น หมักเพิ่มอีกหนึ่งวัน
เพิ่มเติม: ออลสไปซ์ เป็นสมุนไพรที่ใช้ในการทำอาหารและหมักในสุราต่างๆเช่นจิน แอปเปิลบรั่นดี และสไปซ์รัม มีรสชาติและกิ่นคล้ายกับกานพลู
  • คาชาซ่า(Cachaca) : ตามกฎหมายของบราซิล คาชาซ่าไม่ใช่รัม แต่ตามทฤษฎีแล้ว คาชาซ่าใกล้เคียงกับรัมมาก ผมได้เขียนโพสเกี่ยวกับคาชาซ่าไว้เมื่อเดือนที่แล้ว รับกระแสบอลโลก

       แต่ในความเป็นจริงนั้น ทิกิ ไม่ได้มาจากฮาวาย หรือหมู่เกาะโพลีนีเชี่ยน คงไม่น่าตกใจเท่าไร สไตล์ทิกินั้น มาจากอเมริกา บ้านเกิดของค็อกเทลทั้งหลาย มีร้านอยู่สองร้าน ซึ่งถือได้ว่าเป็นราชาของทิกิ 'ดอน เดอะบีชคอมเบอร์(Don the Beachcomber)' และ 'เทรเดอร์วิกซ์(Trader Vic's)' ร้านสองร้านนี้ ถือว่าเป็นคู่บุกเบิก-คู่แข่งในยุคนั้น

       ดอน เดอะบีชคอมเบอร์ เปิดขึ้นในปี1931 ที่เมืองฮอลลีวูด รัฐแคลิฟอเนีย ดอน เป็นร้านแรกที่ทำค็อกเทลไสตล์ทิกิ เข้ากับอาหารโพลีนีเชี่ยน ร้านของดอนดังมากในช่วง1930s-1940s ดอนแลพภรรยากระจายชื่อเสียงไปถึง16สาขา  แต่ภายหลัง ดอนและภรรยาได้แยกทางกัน  ภรรยาของดอนได้สิทธิทางกฎหมาย ครอบครองร้านอาหารทั้ง16สาขา ช่วงปลาย1940s ดอนย้ายถิ่นฐานไปอยู่ฮาวาย ที่ที่เขาสามารถเปิดร้านได้อย่างถูกกฎหมาย ดอนใช้ชีวิตที่เหลือของเขาที่ฮาวายก่อนที่จะปิดตำนานของเขาในปี 1989

      เทรเดอร์ วิกซ์ เปิดหลัง ดอน เดอะบีชคอมเบอร์เพียงไม่กี่ปี ในปี 1937 ที่เมืองโอคแลนด์ รัฐแคลอฟอเนีย ณ ปัจจุบันนี้ เทรเดอร์ วิกซ์ มีทั้งหมด 20 สาขาทั่วโลก รวมถึงสาขากรุงเทพ ในโรงเเรมอนันตรา สิ่งที่ทำให้ร้านนี้ดังกระฉ่อนมาตลอดเกือบ 80 ปีนี้คือ ไหมไทย หนึ่งในค็อกเทลที่ดังที่สุดในโลก

      ค็อกเทลทิกิส่วนใหญ่ถูกลืมหลังจากช่วงปี 1950s (ช่วงยุคมืดของค็อกเทล) จนกระทั่งกระแสค็อกเทลในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ที่คืนชีพค็อกเทลสไตล์นี้ ปัจจุบัน ในอเมริกา มีร้านทิกิดีๆเปิดขึ้นมากมาย เช่น Three Dots And a Dash (ชิคาโก้), The Tonga Room (ซานฟรานซิสโก), Smuggler's Clove (ซานฟรานซิสโก), Hape Pele (ที่ๆผมต้องไปทุกครั้งที่ได้ไปพอร์ทแลนด์)

แหล่งข้อมูล
Tiki 101
Hawaiian Village
Hawaiian Village Menu
Trader Vic's
Don the Beachcomber
Beachbum Berry Remix by Jeff Berry
Demerara Rum
Proof of Alcohol
Spiced Rum

Thursday, June 19, 2014

รับกระแสบอลโลก

      ตอนแรกผมจะเขียนถึงเรื่องสไตล์ของจินกันต่อ แต่เนื่องจากกระแสบอลโลก ทำให้ผมต้องพักเรื่องจินไปก่อน วันนี้ ผมจะพาคุณท่องบราซิลในแบบของผม

       นอกจากฟุตบอลแล้ว ชาวบราซิลก็ได้ชื่อเรื่องการปาร์ตี้เหมือนกัน และสุราประจำชาติของพวกเขาคือ "คาชาซ่า (Cachaca)" คาชาซ่าเป็นสุราที่กลั่นมาจาอ้อย จำพวกเดียวกับเหล้ารัม(Rum) 

       ตามกฎหมายของประเทศบราซิล คาชาซ่าจะต้องมาจากการหมักจากน้ำอ้อย(รัมบางชนิดทำจากกากน้ำตาล) และแอลกอฮอล์ดีกรีจะต้องอยู่ระหว่าง 38%-54%  สามารถที่เพิ่มน้ำตาลให้มีรสหวานขึ้นได้ แต่ต้องไม่เกิน6กรัม หากจะใส่น้ำตาลเกิน จะถูกแบ่งไปเป็นจำพวกคาชาซ่าแบบหวาน(Sweet Cachaca) คาชาซ่าจะต้องมาจากประเทศบราซิลเท่านั้น แต่ว่าไม่ใช่ว่าคนทั่วทั้งประเทศจะทำคาชาซ่ากัน คาชาซ่าผลิตจากฝั่งตะวันตก(ฝั่งติดมหาสมุธรแอตแลนติก)เท่านั้น และอ้อยไม่สามารถโตได้ดีในป่าอเมซอนด้วย กลิ่นของคาชาซ่าเหมือนอ้อยมาก แต่อย่าให้กลิ่นที่หอมหวนลวงตาคุณ เพราะถ้าดมเพียงอย่างเดียว มันอาจจะทำให้คุณลืมตัว กระดกขวดรวดก็ได้ ส่วนรสชาติ อาจแตกต่างกันไปแล้วแต่ว่าจะหมักนานเท่าไร หมักกับอะไร 


       เครื่องดื่มประจำชาติของบราซิลคือ ไคพิรินย่า(Caipirinha) เมื่อสองปีก่อน เมื่อสองปีก่อนที่ผมกลับไปเที่ยวไทย ผมได้เห็นค๊อกกเทลชื่อ ไคพิโรสก้า(Caipiroska) ผมเชื่อว่าหลายๆคนอาจะได้เห็นผ่านตากันบ้าง ไคพิโรสก้าถูกดัดแปลงมาจากไคพิรินย่าโดยเปลี่ยนจากใส่วอดก้าแทนคาชาซ่า ให้ตายยังไงผมก็เลือกที่จะดื่มไคพิรินย่า เพราะคาชาซ่าเป็นชนิดสุราที่น่าสนใจมากกว่าวอดก้าเยอะ

       ไคพิรินย่าเป็นค๊อกเทลที่ดื่มแล้วสดชื่น ดื่มได้เรื่อยๆ ดื่มได้ทุกเวลา ทุกเพศ ทุกวัย(หลังจากสามารถดื่มได้ตามกฎหมาย) เรียบง่าย มีส่วนผสมเพียง3อย่างเท่านั้น นั้นคือ คาชาซ่า,มะนาว,และน้ำตาลทราย บางครั้งที่ผมไปชิมค๊อกเทลในร้านต่างๆผมเห็นค๊อกเทลบางตัวมีส่วนผสมอยู่ประมาณสิบกว่าอย่าง เรียกได้ว่าส่วนผสมที่อธิบายค๊อกเทลอยู่ในเมนูนี่แทบจะเอาไปเขียนเรียงความกันได้อยู่แล้ว ผมก็ไม่เข้าใจว่าประสาทรับรสของคนเราจะเหนือถึงกับขั้นรับรสชาติของส่วนผสมทั้งสิบอย่างในอึกเดียวได้จริงๆหรือ ผมบ่นมามากพอแล้ว กลับเข้าเรื่องดีกว่า ไคพิรินย่ามีส่วนผสมเพียง3อย่าง(ไม่รวมน้ำแข็ง) ทุกส่วนผสมจึงมีบทบาทอย่างชัดเจน คาชาซ่าเปรียบเป็นตัวเอกของเรื่องนี้ มะนาวกับรัมเข้ากันได้ดีอย่างกับสายฝนและคนเหงา และยังทำให้ความแรงและรสแอลกอฮอล์จางลง น้ำตาลทำให้รสชาติกลมกม่อมมากขึ้น ฟังดูเป็นอะไรที่ง่ายมาก...แต่มันมีอะไรมากกว่านั้น เพราะถ้าส่วนผสมอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไปหรือน้อยเกินไป มันจะทำให้ไคพิรินย่าขาดความสมดุลได้หรือถ้าเป็นภาษาชาวบ้านก็คงเรียกว่าขาดความอร่อย

       ผมมีกฎเหล็กสำหรับไคพิรินย่าอยู่ 4 ข้อ 
ข้อที่1: ไคพิรินย่าจะต้องใช้มะนาวสด หั่นเป็นซีกๆแล้วตำไปกับน้ำตาลเพื่อให้น้ำตาลละลาย น้ำมะนาวคั้นหรือแบบขวดสำเร็จ...ไม่เวิร์ค(โอ้ อย่าให้ได้เข้าเรื่องน้ำมะนาวในขวดนะ ยาวแน่) เพราะว่าผลไม้พวกตระกูลไซทรัส(cirtus) จำพวกมะนาว, เลม่อน, ส้มชนิดต่างๆจะมีน้ำมันอยู่ และเวลาเราตำมัน มันจะหลั่งน้ำมันที่มีกลิ่นหอมออกมากับไคพิรินย่า

ข้อที่2: มะนาวที่ใช้ควรถูกหั่นแกนขาวออกก่อน แกนขาวมีรสขม มันจะทำให้ไคพิรินย่าขม

ข้อที่3: ตำด้วยความถนุถนอม อย่าตำพร้อมกับน้ำแข็ง(เด็ดขาด) ผมเห็นบาร์เทนเดอร์ในหลายๆร้านตำมะนาวพร้อมกับน้ำแข็ง ผมไม่เห็นด้วนกับเทคนิคนี้อยู่หลายเหตุผล 1.ไม่สะอาด  2.เวลาตำมะนาวที่อยู่ท่ามกลางน้ำแข็ง จะมีซักกี่ทีที่เราจะตำโดนมะนาวเต็มๆ ตามกฎข้อหนึ่ง เราต้องการน้ำมันและอโรม่าจากมะนาว เพราะฉะนั้น ค่อยๆบรรจงตำ/บี้มะนาวอย่างถนุถนอมพร้อมกับน้ำตาล ให้น้ำมะนาวละลายน้ำตาลเอง


ข้อที่4: ไม่ต้องกรอง เพราะความอร่อยอยู่ที่การที่มีเนื้อมะนาวอยู่ในแก้ว 

       หาความสมดุลระหว่างความหวานและความเปรี้ยวยังไง? มะนาวแต่ละฤดูแต่ละลูกความเปรี้ยว/จำนวนน้ำในมะนาวก็ไม่เท่ากัน แต่คุณสามารถเดาได้จากการหั่นครึ่ง ถ้ามะนาวที่สุขภาพดี ผมใช้ครึ่งลูก(4ซีก)ต่อน้ำตาล 4 ช้อนชา ถ้ามะนาวดูชืดๆไม่มีน้ำก็ใส่เพิ่มไปซักซีกสองซีก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการชิม ชิมดูว่ามันหวานไปรึเปล่า?เปรี้ยวไปรึเปล่า? ถ้าหวานไป-บีบมะนาวเพิ่ม ถ้าเปรี้ยวไป-เติมน้ำเชื่อม ถ้าเกิดว่าเราชิมมันอร่อย ผู้ดื่มก็จะสำผัสได้ว่ามันอร่อยเหมือนกัน ผมการันตี(ยกเว้นถ้า
ลิ้นของคุณเพี้ยน)




       ไคพิรินย่า (Caipirinha)
คาชาซ่า 2 ออนซ์
มะนาวครึ่งลูก หั่นเป็น4ซีก
น้ำตาลทราย 4 ช้อนชา
   ตำมะนาวกับน้ำตาลให้น้ำตาลละลาย ใส่คาชาซ่า ตามด้วยน้ำแข็ง เขย่า แทใส่แก้ว Rock glass พร้อมน้ำแข็ง
     
       และแล้ว คุณก็ได้ไคพิรินย่า ในเกมหน้าบราซิลเล่น อย่าลืมเชียร์ด้วยไคพิรินย่า 
       

Friday, June 6, 2014

ตำนานรักของทหารอังกฤษกับแม่พระสมุนไพร (2/2)

       กลับมาอย่างว่องไวด้วยภาคจบของ 'ตำนานรักของทหารอังกฤษกับแม่พระสมุนไพร' คอนแรกผมแพลนไว้ว่าจะเขียนอีกภายในอีกสัปดาห์ แต่ด้วยความเป็นศิลปินสุดกู่ของผม ผมควรที่จะเขียนต่อในขณะที่ไฟยังติด ถ้าเกิดอารมณ์หมดแล้ว ต่อให้เขี่ยยังไงก็คงไม่ลุกแน่ ตอนนี้จะเป็นภาคต่อจากโพสที่แล้ว เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาเธอ(โทนิค) ว่ามีความสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์โลกอย่างไร? เค้า(จิน)และเธอ(โทนิค)พบรักกันที่ไหน? และอย่างไร? ก่อนที่จะเวิ่นเว้อมากจนเกินไป โปรดติดตามต่อกันได้เลยครับ
       
      ส่วนผสมสำคัญของโทนิคคือเปลือกไม้ของต้นซินโคนา(Cinchona bark) ในช่วงนั้นโครมาลาเลียกำลังระบาดหนัก ประชาชนทั้งโลกเจ็บป่วยล้มตาย แต่ในที่สุดเกมก็เปลี่ยน ต้นซินโคนาเป็นพืชพิ้นบ้านของชาวเปรู พวกเขาใช้เปลือกไม้รักษาอาการเจ็บคอ และลดไข้ หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเปรูตกเป็นเมืองขึ้นของสเปน จึงทำให้พวกยุโรปรู้จักต้นซินโคนา และในช่วงปีคศ.1650 นักบวชโรมันแคทอลิกได้ค้นพบวิธีสกัดสารควินิน(Quinine)ซึ่งมาจากเปลือกซินโคนา สารควินินสามารถรักษาโรคมาลาเรีย ดังนั้นแววตาของทั่งโลกได้จับจ้องไปที่สาวน้อยซินโคนาภายในระยะเวลาไม่นาน

   
รูปชาวเปรูยื่นกิ่งซินโคนาให้กับพวกยุโรป


        ควินินเปล่าๆมีรสขมมาก ดังสุภาษิตว่าไว้ หวานเป็นลม....ขมไม่ใช่คนพาหวานไปส่งโรงพยาบาลเพราะ ขมเป็นยา (ยังไงก็จะต้องแอบเอามุขควายมาแทรกให้ได้) ในปีคศ.1825 ทหารอังกฤษที่ประจำอยู่ที่อินเดียเอาควินินมาผสมกับน้ำตาล มะนาว และโซดา เพื่อที่จะทำให้กินง่ายขึ้น และแล้ว นางเอกของเรื่องก็ได้กำเนิด โทนิค สาวสัญชาติอินเดีย เชื้อชาติอังกฤษ



เปลือกซินโคนา ifood.tv

       ไม่ว่าจะที่ไหน เมื่อไร มันจะต้องมีไอ้คนพิเรน ชอบจับเอาเพะมาชนแกะ (ซึ่งความหมายก็ไม่ได้อธิบายกับเหตุการ แต่มันก็ทำให้เราเห็นภาพว่าพยายามเอาสองสิ่งมารวมกัน) จินและโทนิคก็เลยถูกคลุมถุงชนเป็นคู่กันจนถึงปัจจุบันนี้ (อ่านมาตั้งนาน.....ไม่เห็นโรแมนติกเลย) ความนิยมของจินและโทนิคแพร่กระจายไวมากราวกับไฟป่าในหน้าแล้งโดยเฉพาะในหมู่ชาวอังกฤษและชาวดัตช์ บ้างว่าต้นซินโคนาเคยเกือบสูญพันธ์เพราะคนดื่มจินแอนด์โทนิคเยอะเกินไป

เปลือกซินโคนาแบบบดพร้อมที่จะเอาไปต้มน้ำ (รูปจาก luminescents)
   
        แต่เรื่องราวใช่จะจบเพียงแค่นั้น ในช่วงปี 1680 พ่อค้าชาวอังกฤษได้แอบยักยอกเมล็ดกลับไปขายที่ลอนดอน จำนวนมากก็เล็ดลอดไปประเทศเนเธอร์แลนด์(ดัตช์) ในขณะนั้น อินโดนีเซียอยู่ในภายใต้อณานิคมของชาวดัตช์ ประจวบเหมาะที่ภูมิอากาศของประเทศเปรูและอินโดนีเซียคล้ายคลึงกัน ในเวลาไม่นาน อินโดนีเซียกลายเป็นประเทศส่งออกควินินมากที่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม ทุกงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา

       ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นได้ยึดอินโดนีเซีย อีกทั้งรัสเซียซึกคลังเก็บซินโคนาที่อัมสเตอร์ดาม ทำให้ฝั่งสหภาพตกเป็นรอง ยังดีที่อเมริกาได้คิดค้นวิธีทำควินินแบบสังเคราะห์ ทำให้สหภาพรอดพ้นวิกฤติไข้มาลาเรีย

       ในช่วงปี 1930 บริษัทโทนิคหันมาโปรโมทโทนิคในนามของส่วนผสมของค๊อกเทล จากที่เคยใช้เป็นยา ดังนั้น ส่วนผสมของควินินในโทนิคเหลือน้อยมาก ซินโคนาแทบไม่ได้เป็นส่วนผสมของน้ำโทนิคอีกต่อไป อีกทั้งน้ำโทนิคสมัยนี้ยังใส่น้ำเชื่อมที่ทำมาจากข้าวโพด ซึ่งมีสารฟรุกโทสสูง ฟรุกโทสมีความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายถึง1.3เท่า ดังนั้น คนที่เคยดื่มจินแอนด์โทนิคเยอะเกินไปในหนึ่งคืนอย่างผม จะเข้าใจดีว่าเช้าวันถัดไปอาจรู้สึกแฮงค์และปวดหัวได้ แต่โชคยังเข้าข้างเราอยู่ ที่ยังมีบริษัทบางบริษัทที่ยังใช้ควินินที่ได้มาจากธรรมชาติเช่น Fever Tree และ Q Tonic







     












         และนี่ก็คือตำนานรักข้ามศตวรรศของจินและโทนิค คราวหน้า หากคุณได้มีจินแอนด์โทนิคอยู่ในมือ อย่าลืมนึกถึงตำนานบทนี้

       และโพสหน้าผมจะเขียนถึงจินชนิดต่างๆเพื่อเป็นการเกรินถึงตำนานตอนต่อไป......ขอบคุณครับที่ติดตาม สวัสดีครับ   

Wednesday, May 28, 2014

ตำนานรักของทหารอังกฤษกับแม่พระสมุนไพร (1/2)

       จากประTonicสบการณ์ที่อยู่ในบาร์ เครื่องดื่มที่คนนิยม(เกือบ)ที่สุด ยังไงก็หนีไม่พ้น Gin and Tonic (จินแอนด์โทนิค) ไม่ว่าจะเป็นบาร์แบบไหน คุณก็สามารถสั่ง Gin and Tonic ได้ทั้งนั้น หลายๆคนสั่ง Gin and Tonic เวลาที่ไม่รู้จะดื่มอะไร เปรียบดังพนักงานบริษัทสั่งกระเพราไก่ไข่ดาวที่ร้านตามสั่งตอนพักกลางวัน เครื่องดื่มนี้เป็นเครื่องดื่มที่ทำง่ายมากและดื่มง่ายมากเช่นกัน

Gin and Tinic
Glass: highball (แก้วไฮบอล)
วิธีทำ
เติมน้ำแข็งให้เต็มแก้ว
จิน 1.5 ออนซ์ 
เติมน้ำโทนิคให้เต็มแก้ว
แต่งด้วยมะนาวเขียว1ซีก


รูปจาก ginandtonicjuly.com

      
          เพราความง่ายและความธรรมดา อาจทำให้คุณมองข้ามว่าเครื่องดื่มชนิดนี้มีความสำคัญกับมนุษยชาติอย่างไร ลองมองลึกเข้าไปในแก้วใบนั้น มองผ่านสิ่งที่เป็นรูปธรรมของเหลว(จินและน้ำโทนิค) มองผ่านของแข็ง(น้ำแข็ง) มองผ่านอากาศ(ฟองอากาศของโทนิค) เหมือนกับเวลาออกเดทที่สอง คุณรู้จักคู่เดทของพอสมควร คุณพยายามค้นหาตัวตนของคู่เดทคุณมากขึ้นโดยการมองตา มองผ่านคอนแทคเลนซ์ ผ่านเรตินา ลึกเข้าไปถึงหัวใจ ลึกลงไปถึงจิตวิญญาณ และเรากำลังจะรู้จักตัวตนที่แท้จริงของ เขา(Gin) และ หล่อน(Tonic) มากขึ้น

          ทำไมผมถึงเปรียบเทียบ Gin ว่าเป็น"เขา" เพราะว่าในช่วงสงครามแปดสิบปีทหารอังกฤษตั้งชื่อเล่นให้ Gin ว่า "น้ำกล้าหาญของชาวดัตช์ (Dutch Courage)" แต่คำว่า Gin มาจากภาษาดัตช์เรียกว่า Genever(Dutch Gin)  ซึ่งแปลว่าเมล็ดจูนิเพอร์(Juniper) อีกประโยชน์ของ Genever คือการใช้เป็นยา ช่วยระงับอาการปวดท้อง

          กษัตย์ William III ขึ้นครองบัลลังก์ ในปี 1689 ได้ปลุกระดมให้ชาวอังกฤษทำ Gin เอง ภายในช่วงต้นศตวรรษที่18 เมืองลอนดอนกลายเป็นเมืองหลวงของ Gin และช่วง 1820s บริษัท Tanqueray ติดค้น Gin สไตล์ใหม่, 'London Gin' ซึ่งเป็นที่นิยมที่สุด ผมจะโพสเรื่องจินสไสตล์ต่างๆในอนาคต

       

       
                   


                       โปรดติดตามตอนจบของตำนานรักทหารอังกฤษกับแม่พระสมุนไพรได้ในโพสหน้านะครับ

       

          

Thursday, May 22, 2014

ก้าวแรกของเด็กชายจุลนิซึ่ม

       เรื่องทุกอย่างมันเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ...... เมื่อสามปีก่อนที่รัฐวอชิงตัน (Washington) เมืองซีแอทเทิล (Seattle) บังเอิญผมได้เข้าไปทำงานเป็นเด็กเสริฟที่ร้านอาหารไทยร้านหนึ่ง อาทิตย์ละสองวัน บังเอิญร้านนั้นมีบาร์ที่ใหญ่ บังเอิญผมเป็นคนชอบดื่ม (ยอมรับก็ได้ว่าเมื่อก่อนเป็นคนขี้เหล้าเล็กๆ) และบังเอิญผมเคยมีความไฝ่ฝันเล็กๆว่าอยากจะเป็นบาร์เทนเดอร์
       

      ภายหลังได้มารู้ว่าบาร์ของร้านอาหารร้านนี้ดังมากในหมู่สิงห์นักดื่ม ปี2011 บาร์นี้ติดอันดับ 'บาร์ที่ดีที่สุดในซีแอตเทิล' (10 Top Best Bar in Seattle, 2011) บาร์นั้นมีชื่อว่า 'Naga Lounge'


อยากจะนับว่าทั้งหมดมีกี่ขวดแต่นิ้วไม่พอ จะยืมนิ้วคนในบาร์ทั้งหมดแต่ก็ยังไม่พออยู่ดี
                                             

      ผมเป็นคนเดียวที่ตรงดิ่งไปที่บาร์หลังเลิกงาน ดื่ม cocktail และถามเกี่ยวกับเหล้าต่างๆในร้าน ก่อนนั่งรถเมล์กลับบ้าน ความฝักไฝ่เรื่องของมึนเมาของผม ทำให้ผมใช้เวลาไม่นาน ผมได้ไต่เต้าเลื่อน
ขั้นไปเป็นคนเสริฟ cocktail, ผู้ช่วยหลังบาร์, บาร์เทนเดอร์กะเช้า และสุดท้ายมาเป็นบาร์เทนเดอร์เต็มตัวอย่างทุกวันนี้

     การที่ได้ทำงานที่ Naga Lounge ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง สิ่งแรกที่ผมได้เรียนรู้คือ บาร์เทนเดอร์มีหลายประเภท และแต่ละประเภทใช้ทักษะที่แตกต่างกันไป ผมจำแนกได้เป็น 3 ประเภทของบาร์ในอเมริกาคือ:

1. บาร์เทนเดอร์ตามไนท์คลับ - พวกนี้เป็นพวกที่ได้เงินเยอะสุด skill หลักคือการทำ cocktail หรือทำ shot เร็ว ไม่ต้องพูดกับลูกค้ามาก เพราะคนที่มาคือแนว "ให้กูแดกเร็วๆ เมาเร็วๆ กูจะไปเต้นต่อ"

2. Dive bar (บาร์ประจำท้องถิ่น) - หลังเลิกงานวันพฤหัส คุณเลิกงานเร็ว แต่คุณยังไม่อยากกลับบ้าน บาร์แถวที่ทำงานหรือทางผ่านบ้าน เป็นที่พึ่งทางจิตใจที่ดีที่ของคุณในเวลานั้น ที่ที่เวลาคุณเดินเข้าไปแล้วทุกคนรู้จักคุณ บาร์เทนเดอร์ที่จำชื่อคุณได้ แถมยังรู้เรื่องชีวิตส่วนตัวคุณพอพอกับที่คุณรู้จักตัวเอง

Sideline Sport Bar เคยเป็นที่ประจำแถวบ้านเก่า

3. Craft Cocktail Bartender -  คุณอาจสงสัยว่า Craft Cocktail คืออะไร? การที่ใช้น้ำผลไม้สด ใช้น้ำเชื่อมชนิดต่างๆที่ทำเอง ใช้เหล้าที่มีคุณภาพ เพื่อที่จะทำให้เครื่องดื่มออกมามีรสชาติที่ดีที่สุด คือหัวใจของ Craft Bartender เปรียบเหมือนเชฟอาหารที่ต้องใช้ความรู้ ทักษะ เทคนิค และความคิดสร้างสรรค์ ประดิษฐ์อาหารที่อยู่ในจาน

Naga Lounge ปี 2012